บล.บัวหลวง..................CPN ยังแข็งแกร่ง ตั้งราคา 44 บาท จาก 1)รายงานกำไรไตรมาส3/54 ที่ 389 ลบ. เพิ่มขึ้น 132% จากปีก่อน และ 6% จากไตรมาสก่อน 2)รายได้ค่าเช่าปรับตัวเพิ่มขึ้น 21% จากปีก่อนเป็น 2.7 พันลบ. เนื่องจากอัตราค่าเช่าที่สูงขึ้น 3)พื้นที่เช่าเพิ่มเติมหน้าเซ็นทรับเวิลด์ที่จะยังไม่ทำกำไรให้กับ CPN จนกว่าจะถึงปี 55 เนื่องจากงานเบียร์ในปีนี้ได้ถูกยกเลิกเพราะน้ำท่วม และ 4) ประเมินราคาหุ้นสะท้อนผลกระทบน้ำท่วมค่อนข้างมากแล้ว โดยปัจจุบันราคาหุ้นยังต่ำกว่าพื้นฐานถึง 20%
เด็กแนว.................. TIPCO ที่หยุดการผลิตเพราะโดยรอบมิดไปครึ่งตัวทำให้การขนส่งชะงัก ตอนนี้กลับมาดำเนินงานปกติทุกประการ ส่วนสินค้ายอดขายประเภทน้ำผลไม้ก็ถูกซื้อตุนหมดแผง และชาเขียวมิเรอิ น้ำแร่กลับมียอดขายเพิ่มขึ้นผิดหูผิดตา สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรลืมคือบ.ถือหุ้นยางมะตอย TASCO 24% ซึ่งผลประกอบการฟื้นตัวต่อเนื่อง มีการประเมินตัวเต็งในการรับซ่อมบำรุงถนนอย่างมากมายมหาศาลแล้วรายได้จะขนาดไหน ในไตรมาส 4 ต่อเนื่องถึงปีหน้าจะมีกำไรผลิตดหูผิตาแน่ และตอนนี้เข้าช่วงไฮซีซันเทศกาลกระเช้าของขวัญ น้ำผลไม้รวมถึงสัปปะรดกระป๋องก็มียอดขายทะลัก ผลประกอบการ 9 เดือนสูงสีปีก่อนที่ 150 ลบ. สิ้นปีแตะ 200 ลบ.ไม่ยาก มองปี 53 ราคาในระดับผลประกอบการใกล้เคียงเคลื่อนไหวระหว่าง 4.50-6 บาท ดังนั้นเทียบฐานตอนนี้ต่ำไปหนอ่ย กราฟ V-Shape อย่างแข็งแรง ต้านแรก 4.20 บาท.........................KASET ธ.โลกคาดการณ์จากน้ำท่วมจะนำไปสู่ความไม่แน่นอนของการขาดแคลนอาหารในตลาดโลกที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากป.ไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งคิดเป็นร้อยละ 30 ของการส่งออกทั้งหมดทั่วโลก เพราะถือเป็นจังหวะพอดีอย่างยิ่ง ประการแรกไตรมาส 3 ยังไม่ประกาศออกมาเนื่องจากไม่สะดวก รวมถึงไม่สามารถประชุมกรรมการจึงต้องเลื่อนการแจ้งไปสิ้นเดือน แต่ประกอบการยังไม่สำคัญเท่าStory ที่ผูกมา เนื่องจากประเด็นเรื่องราคาข้าวไทยตอนนี้สูงกว่าเพื่อบ้าน เป็นผลกระทบจากภัยธรรมชาติแต่ต้นปีป.เพื่อนบ้านโดนภัยพิบัติ ทั้งภัยแล้ง โรคระบาด น้ำท่วม และบ้านเราน้ำท่วมซ้ำอีกทำให้ปริมาณคลังที่เคยล้นกลายเป็นขาดแคลน ทั้งในแง่การผลิต และการซื้ออาหารสำเร็จรูปตุนกัน KASET รับเต็มๆ ทั้งข้าวหอมมะลิ วุ้นเส้น น้ำมันพืช รวมทั้งผลิตภัณฑ์ธัญพืชก็แทบจะหาซื้อไม่ได้ ซึ่งจะทำให้ไตรมาส 4 จะโชว์กำไรรุนแรงได้ตามยอดขายและราคาสินค้าถีบตัว สัญญาณเทคนิคระยะยาวมีโอกาสทดสอบไฮเดิม 8 บาท ส่วนระยะสั้นๆตีวงเป็นกระทะหงายเก็งกำไรที่ต้าน 6 บาทก่อน
บาดตาเซียน................... วันนี้ จำเป็นต้องเล่นของสูง........MALEE จะแกว่งตัวอย่างไร ก็เก็บเข้าพอร์ต โครงสร้างการผ่านระดับ 11.80-12 ขึ้นมาได้เป็นสัญญาณเชิงบวก เป้าหมายยังมีลุ้นเกือบๆ 18 ได้ (หรืออาจสูงกว่า) ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องขึ้นทันทีในวันนี้ก็ได้ และมองว่าช่วงราคา 12-14 ถ้ามีให้ ก็ยังน่าเก็บไว้ สรุปให้น้ำหนัก......ให้มีน้ำหนักโดยรวมๆ เป็นเชิงบวก กลยุทธ์......เงื่อนไขเดียว ที่เราคาดผิดต่ำกว่า 12 ต้อง Cut Loss
กระซิบหน้าจอ………………CPF ถือเป็นหัวหอกในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ ทั้งในเรื่องการจัดการอาหารและให้เงินช่วยเหลือ จึงทำให้ประเมินกำไรสุทธิในเบื้องต้นสำหรับงวดไตรมาส 4/54 น่าจะอยู่ที่ 3 พันลบ.ปรับตัวลดลง 40%QoQ "ซื้อ"(รับ28 ต้าน32).............................LPN ปัจจุบันมี Backlog ที่ 1.08 หมื่นลบ. เป็นผลจากโครงการที่รับรู้รายได้จากสินค้าลุมพินีวิว์ 4 โครงการ ซึ่งทำยอดขายได้ 100% นอกจากนั้นยังโครงการ ลุมพินี ปาร์ค รีเวอร์ไซด์พระราม 3 ช่วยรองรับความเสี่ยวความไม่แน่นอนของรายได้ "ซื้อ"(รับ 10.90 ต้าน 12.50)
บล.เกียรตินาคิน................BTS เป้าหมาย 0.75 บาท เพราะปัญหาน้ำท่วมกระทบไม่มาก ยังคงประมาณการกำไรของบ.ไว้เท่าเดิม แต่ปรับกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจากการรับรู้รายได้พิเศษจากการชนะคดีกว่า 1,049 ลบ. ทำให้กำไรปี 54/55 เพิ่มขึ้นเป็น 1,536 ลบ. บ.คงเป้าหมายการเติบโตของผู้ใช้BTS ไว้ที่ 15% ส่วนหนึ่งจากการเปิดสถานีใหม่ 5 สถานีทำให้ช่วงน้ำท่วมยังเติบโต 8%YoY นอกจากนี้มองอนาคตยังคงมีการเติบโตจากธุรกิจหลัก(รถไฟฟ้า) รวมทั้งรายได้จากธุรกิจอสังหาฯจะเริ่มทยอยเข้ามาในปี 55/56 อย่างมีนัยสำคัญ "ซื้อ"
บล.ทรีนิตี้....................BH เป้าหมาย 47 บาท เนื่องจากBH ปรับกลยุทธันเน้นธุรกิจรพ.ในไทย โดยปี 55 จะเพิ่มกำลังให้บริการแด่ผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน 40% 10% ตามลำดับ และเตรียมหาทำเลใจกลางเมืองเพื่อเตรียมขยายแบรนด์บำรุงราษฏร์เพิ่ม รวมทั้งยังมีโอกาสที่จะเข้าลงทุนรพ.อื่นในไทยเช่นเดียวกันที่เคยซื้อ KH ส่วนธุรกิจรพ.ในตปท.จะมีบทบาทลดลงเพราะมีข้อจำกัดมากขึ้น อย่างไรก็ดีเรามีมุมมองเชิงบวกต่อกลยุทธ์ดังกล่าว รวมทั้งปี 54 คาดจะมีกำไรเพิ่มขึ้น 25%YoY และคาดยังโตอีก 21%YoY ในปี 55 จากแรงหนุนของธุรกิจรพ. ในไทยที่ยังมีศักยภาพในการเติบโตที่ดีอีกทั้งยังได้ปย.จากลดภาษี "ซื้อ"
บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส………………CK รับขยับพื้นฐานใหม่ เพราะคาดว่า CK มีโอกาสได้รับงานก่อสร้างขนาดใหญ่คือ การสร้างทางพิเศษใหม่ ศรีรัช-วงแหวนรอบนอก ในช่วงประมาณครึ่งแรกของปี 55 มูลค่าสูงมากถึง 17,137 ลบ. โดยขณะนี้กทพ.กำลังเจรจากับ BECL ให้เป็นผู้รับสัมปทานอยู่ แต่ปัจจัยเรื่องน้ำท่วมและการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท ซึ่งเริ่มใช้ปี 55 ก็อาจให้ค่าก่อสร้างปรับขึ้นมากกว่า 1.7 หมื่นลบ.อีก โดยปัจจุบัน CK ถือหุ้นใหญ่สุดใน BECL สัดส่วน 15.15% งานดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนถึง 50% เทียบกับ Backlog ปัจจุบัน 3.4 หมื่นลบ. ถือเป็นงานใหญ่มาก เพราะมูลค่างานมากกว่าหากเทียบกับรถไฟฟ้า 2 สายที่ได้รับก่อนหน้านี้ สายสีม่วงและสีน้ำเงินมีมูลค่าสายละ 1.4 หมื่นลบ. ซึ่งตลาดยังไม่ได้รับรู้ข่าวนี้มากนัก
บล.ไอร่า....................ทยอยซื้อ MINT เป้า 15 บาท แม้คาดปัญาน้ำท่วมส่งผลให้บ.สูญเสียรายได้และมีคชจ.พิเศษการ Write-Off ในสินค้าและเครื่องจักรที่เสียหาย ทำให้ปรับลดประมาณการกำไรปี 54 ลง 15% อย่างไรก็ตามภาพรวมบ.ยังคงเติบโตสูงถึง 58% จากปีดก่อน ขณะที่เฉพาะกำไรไตรมาส 4/54คาดปรับลดลงไม่เกิน 10% จากงวดปีก่อน และยังเติบโตสูงจากไตรมาสก่อน ขณะเดียวกันเชื่อกำไรปี 55 โตต่อเนื่องระดับ 25% จากปีก่อนจาก (1)รร.ที่เปิดใหม่โดยเฉพาะ St Regis คาดจะมีผลงานดีขึ้นและรายได้รับบริหารรร.เติบโตสูง (2)คาดทำยอดขายคอนโดฯในโครงการ St Regis ได้ต่อเนื่องและ (3)โครงการ Anantara Vacation Club ที่เริ่มโครงการปี 54 คาดจะเริ่มบันทึกยอดขายอย่างมีนัยสำคัญเข้ามาในปีหน้า
บล.กิมเอ็ง.................เปิดโผหุ้นแบงค์พื้นฐานปึ้ก TISCO- TCAP - KTB สุดเจ๋ง โบรกดีดลูกคิดเคาะพื้นฐานแบงค์พาณิชย์ถูกเหลือเชื่อ มูลค่าต่ำกว่าดัชนีตลาดรวมบานเบอะ โดนพิษหนี้เสียยูโรโซนกดดันราคาหุ้น แถมนักลงทุนหวั่นน้ำท่วมรุนแรงส่ง NPL พุ่ง เชื่อแบงค์ไทยสุดแข็งแกร่ง พร้อมชี้ TISCO TCAP KTB โดดเด่นสุดในกลุ่ม ประเมินSETBANK อยุ่ระดับ 320 จุดเมื่อไหร่ลุยสอยเข้าพอร์ตทันที........... TISCO มีความโดเด่นทางด้าน ROEสูงสุดในกลุ่มที่ 22.6% และมีปันผลสูงถึง 8-9% ............... ด้าน TCAP โดดเด่นเรื่องการฟื้นตัวของกำไรปี 55 ซึ่งคาดว่าจะเติบโต 23% สูงสุดในกลุ่ม ..........................ส่วน KTB แม้ว่าด้านงบดุลมีแข็งแกร่งน้อยกว่าธ.ใหญ่อื่นๆ แต่อคาดว่ายอดการขยายตัวสินเชื่อจะโดดเด่นในปีหน้า นำโดยสินเชื่อภาครัฐเพราะรบ.มีแนวโน้มจะต้องกู้เงินมากขึ้นเพื่อใช้ในการเยียวยาจากน้ำท่วมและกระตุ้นศก.ในป.
บล.ฟิลลิป................... TPC ลั่นอานิสงค์น้ำท่วมซัดบ้านพัง หนุนยอดขายขอบประตูและหน้าต่างพุ่งไม่หยุด จับตาคว้ากำไรโต 2.68 พันลบ. ผู้บริหารเผยแม้กระทบจากน้ำท่วมบ้าง แต่ยังมั่นใจโกยรายได้รวมทั้งปี 54 โตตามเป้าชัวร์ 7-8% แถมเตรียมสยายปีกทุ่มงบเปิดรง.ที่เวียดนามในเร็วๆนี้ "ซื้อ" เป้าหมาย 30.50 บาท
บล.กสิกรไทย..................MCOT ความไม่ชัดเจนเรื่องโครงสร้างผู้บริหารย่อมมีผลกระทบต่อปรับผลรายการของบ. นับเป็นประเด็นจิตวิทยาการลงทุนที่ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลงได้ ซึ่งก็เป็นจังหวะในการเข้า "ซื้อลงทุน" ได้และยังมองแนวโน้มผลการดำเนินงานปีนี้ โดยคาดว่าบ.จะยังสร้างอัตราการเติบโตของกำไรได้ประมาณ 5-10% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ประเมินราคาเหมาะสม 36 บาท

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น